วันนี้จะมาเขียนบทความเรื่อง Cast in The Feel By
ทุกๆคนเกิดมาย่อมมีเรื่องราวส่วนตัวเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีความต้องการที่จะกระทำอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ หรือผู้ที่มีเรื่องราวที่น่าจดจำในใจ หรือผู้ที่ต้องการจะผูกเรื่องราวของตัวเองในชีวิตที่ต้องการ ไม่ว่าจะยังไงหรือต้องการพยายามเพียงที่จะกระทำให้สำเร็จ หรือให้ไปถึงเป้าหมายที่เล็งไว้หรือเหนือกว่านั้น ผู้เขียนต้องการจะสื่อถึง กรณีที่ชีวิตคุณต้องการที่จะมีเรื่องราว เพราะชีวิตหนึ่งมีเรื่องราวได้อย่างมากมายมหาศาลหรือมากพอที่จะกระทำอะไรๆก็ได้บนโลกใบนี้ได้อย่างง่ายดายและเข้าถึงง่ายเป็นที่สุด ดังนั้นบทความเรื่องนี้ Cast in THE Feel ก็พยามที่จะอธิบายเรื่องราวหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นไม่ด้วยว่าจะเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ หรือเหตุการที่เกิดจากปัจจัยทั่วๆไป ภายนอกก็ตามที ผู้เขียนพยายามที่จะสรรรสร้างบทความที่กระแทกใจไปยังผู้อ่านผูกโยงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นตามจริงเพื่อสรา้งทิศทางการรับรู้ใหม่ไปยังผู้อ่านเพื่อ การตีความและกระทำความเข้าใจในมุมมองที่เกิดขึ้น เพราะบางเหตุการณ์หรือบางกรณีก็มีส่วนที่จะสร้างกระแสไปในทางที่ผิดต่อเหตุผลที่แท้จริง กระนั้นผู้เขียนก็ได้พยายามศึกษาเรื่องราวและวิธีการที่จะสร้างความเข้าใจในส่วนที่ใหม่ให้ตรงจุดต่อเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้น นักศึกษาหรือผู้อ่านบางคนอาจเคยได้ยินคำว่า Cast Study หรือ Cast By Cast เพื่อที่จะกระทำการณ์หรือศึกษารายละเอียดไปยังสิ่งนั้น คำว่า Cast จึงสื่อถึงเรื่องราว หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จักเรียนรู้ในทิศทางที่ถูกต้องก็มักจะก่อเหตุได้เช่นกัน เคยได้ยินคำว่าประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยไหมค่ะ ก็เพราะการศึกษาขึ้นอยู่กับกลวิธีและการเปลี่ยนแปลงวิถีต่างหากไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการที่จะเปลี่ยนแต่เกิดจากวิถีที่คุณเลือกที่จะดำเนินอยู่เพื่อการเรียนรู้ใหม่ไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เพราะที่ผ่านๆมาผู้เขียนได้ศึกษาถึงวิธีการเกิดขึ้นของประวัติศาสตร์การเมือง ของประเทศบางประเทศไม่ขอเอยนามออกสื่อ เพราะเพียงต้องการเสนอข่าวนะ แต่ต้องการบอกถึงวิถีที่กำลังดำเนินอยู่ต่างหากที่จะบอกว่า ประวัติศาสตร์ควรเดินหน้าอย่างไรหรือควรที่จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์จากอะไรมากกว่า คำว่าซ้ำรอย มาจากการดัดจริตไม่ขึ้น หรือไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้นได้ ในสมัยใหม่นะ แต่ถ้าอดีตอาจกลายเป็นว่าประวัติศาสตร์ที่ไม่รู้่จักการเปลี่ยนแปลงวิถีคิดให้ดีขึ้น แต่ถ้าเป็นยุคสมัยใหม่คือการเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตต่างหากล่ะ เพราะความสำเร็จของทุกสิ่งก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวถีคิดซ่ะทีเดียวหากแต่ขึ้นอยู่กับการกระทำที่ดำเนินขึ้นอยู่นี้ด้วย การแวะเวียนมาถึงความสามารถด้านการวิเครราะห์ ถึง สื่อ ข่าว กระแสนิยม หรือค่านิม ขนบธรรมเนียมต่างๆ ไม่สามาารถบอกได้ว่าวันพรุ่งนี้เป็นไง เพราะถ้าอารมณ์ของศิลปินไม่เกิดก็จะอธิบายเหตุผลที่เกิดไม่เป็น แต่ถ้าอารมณ์เกิดอะไรๆก็เกิดขึ้นได้ไม่ยากไม่เย็นเหมือนกันเลย แต่ถ้าเรากำหนดจุดเปลี่ยนหรือวิ๔ีการดำนเนินให้สมัพันธ์กันได้เพื่อเชื่อมโยงไปยังจุดๆหนึ่งๆได้อะไรๆก็จะดูเปลี่ยนแปลงไปได้ไม่ยากเลยเพราะอะไรที่รอบตัวเรามันเป็นเช่นนั้น เป็นดั่งที่คิดได้เลยยังไง และเราสามารถที่จะอธิบายเรียนรู้วิถีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่จะถกเถียงกันในนิยาม เพื่อเพิ่มความเสื่อมจัดให้ระบบความคิดของคุณหรอกนะ กระทั่งตอนนี้แล้วระบบการเมืองที่ล้ำสมัยและระบบการเมืองที่ประสบความสำเร็จดั่งหลายๆประเทศที่ เจริญไปรุดหน้า เจริญรุงเรืองจากการดำเนินไปได้ของระบอบประเทศเพราะอาศับหลักการของการเปลี่ยนวิถีคิดและวิถีปฏิบัติที่ถูกต้องให้คนชาติสำเร็จและหล่อหล่อมไปได้อย่างประเทศจีน หรือ สหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจ อย่างไม่มีขีดจำกัดอันใด แต่ประเทศที่ด้อยพัฒนาส่วนใหญ่มักถูกจำกัดความในส่วนของวิธีการศคึกษาเพราะ ดูประเทศที่เจิรญส่วนใหญ่มักมาจากการศึกษาเป็นส่วนใหญ่ การเข้าใจถึงวิถีของคนในชาติ ความกล้าที่จะเผชิญสิ่งใหม่แลบะก้าวผ่านสิ่งเดิมๆเพื่อยึดจุดที่ดีกว่าการมานั่งเคลียร์หรืออธิบายสาระสำคัญอยู่อย่างนั้นหรอกนะ เป็นเพราะคนในชาติเขาเลือกที่จะเอาเฉพาะสิ่งดีๆมาถนอมเป็นประเพณีัรักษาสิ่งดีๆ และเลือกแต่สิ่งดีๆให้กันเพื่อการเปลี่ยนผ่านเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เพราะการศึกษาที่ดีเขาจะรู้เลยว่าอันนี้ใช่ไม่ใช่นะ อันนี้เที่ยงแท้นะ อันนี้ยั่งยืนนนะ อันนีีกระแสแท้นะ เทียมนะ เพราะเขาเป้นเนื้อผ้าชั้นดีที่ควรถูกถนอมไว้ภายในบทบาทของประทศ ภานในสิ่งที่เห็นพ้องต้องกันของคนในชาติ ไม่ใช่การกดขี่หรือเบียดเบียนไม่กล้าคิดส่งใหม่กันไปวันๆอย่างประเทศที่ด้อยพัฒนาแล้วอ่ะนะ ตามจริงใจส่วนนี้ยังมีสาระสำคัญที่น่าเอามาศึกษาเป็นแบบอย่างได้ แต่วิธี วิถีกระบวนการการคิดการปฏิบัติไม่เปลี่ยนไปก้วยแล้วประเทศจะถูฏพัฒนาได้อย่างไร ประเทศที่พัฒนาไม่ได้หมายถึงประเทศที่มีคนอยู่มากมีความเจริญมีเครื่องอำนวยความสะดวกมาก แต่ประเทศที่พัฒนาหมายถึงประเทศที่อยู่แล้วสงบสุขมีความรัก คามเข้าใจของคนในชาติ มีทิ(ศทางที่หล่อหลอมแต่สิ่งดีๆมาร่วมกัน ไม่ได้ชี้ชัดว่าสิ่งนี้ดีไม่ดีนะ แต่ใช้มันสมองในการวิเคราะห์และสังเกตจากการเรียนรู้เพื่อการเลือกสิ่งที่ดีกว่ายั่งยืนกว่ามาเปลี่ยนผ่านจุดๆนี้ให้ได้ วาทะของการพูด ผ่านจากงานเขียนก็คงเป็นเพียงความเลือนลอย ถ้าไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาปฏิบัติ ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง หรือสร้างความเจริญเพื่อความยังยืนในบทบาทของคนในชาติ มากกว่าการเห็นแต่ตัวของประทศ หากมีความเห็นแก่ตัวแล้วอะไรๆก็ไม่เกิด ความเจริญและความยั่งยืนก็จะกลับกลายเป็นความเสี่ยง เพราะเดี้ยงเอาได้ง่ายๆ แต่หากมีความร่วมมือซึ่งกันและกันผ่านวิถีที่งดงามน่าจดจำน่าจะเป็นสิ่งที่เราได้เลือกเอาไว้ร่วมกัน ไม่ใช่เห็นแก่ตัว และฉวยโอกาสในสิ่งผิดเพื่อให้ได้มาโดยที่ไม่สุจริตหรือไม่คิดเห็นตามทำนองคลองธรรมของเหตุและผลที่สื่อออกมา สังคมไทย มันผิดตั้งแต่วิธีการและเริ่มต้น ระบบการเมืองของต่างประเทศเขาคิดกันอย่างนี้นะ เพราะอย่างนั้นเราจะมารอนั่งวิพากษ์วิจารณ์คนผิดไปทำไม ข้อเสียคือสื่อสิ่งที่ไม่ดีออกไปให้สังคมรับรู้ เปลืองมันสมอง และเสียเวลาเปล่า เราก็น่าจะเปลี่ยนเป็นเอาสื่อที่ดีออกมาเสนอให้คนเห็นรับฟังแต่สิ่งที่ควรจะเกิดในทิศทางที่ถูกต้องและน่าที่จะปฏิบัติตาม ไม่เสียเวลาในการไตร่ตรองให้ควรมาก มากกว่าการหลีกเลี่ยงในสื่อที่ไม่ดี ดังนั้นในฐานะนักเขียนก็ย่อมกลายเป็นสื่อที่มีบทบาทหนึ่งเช่นกันในการต่อยอดทางความคิดและยึดถือแต่ความถูกต้อง แรงบันดาลใจของผู้เขียนเกิดจากการรับรู้และการเปลี่ยนผ่านความเจริญที่ผู้เขียนได้รับรู้และเห็นมาแล้วอย่างทั่วโลกโดยทั่วถึงแต่สิ่งที่ดีงามที่ควรเจริญเติบโต และงอกงามเป็นสิ่งดีที่เห็นพ้องว่าถูกต้องแล้วจริงๆ ผู้เขียนถึงอยากจะนำเสนอผ่านงานเขียนเพื่อผู้อ่านได้ประเทืองสมองมากกว่าการอ่านนิตยสารใต้สะดือออะไรแบบนั้น เพราะโดยประสบการณ์การทำงานของผู้เขียนก็เข้าใจไปถึงสภาวะของเศรษฐกิจที่ต้องเติบโตตามไปด้วยเรื่องของใต้สะดืออ เพราะหากไม่มีเรื่องพวกนี้เศรษฐกิจก็อาจะไม่เดิน แต่หากมีมากเกินไปเมืองๆนั้นก็ย่อมหาความสงบสุขที่แท้จริงนั้นได้ยากยิ่ง
[ วันข้างหน้า {เราจะมา "ต่อกันนะ"} ]
หนุงหนิง หนังสือ บทความ เพื่อเปลี่ยนวิถีของผู้อ่าน
หนุงหนิง หนังสือ บทความ เพื่อเปลี่ยนวิถีของผู้อ่าน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น