วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ยักษ์ผู้สร้างความประหลาดใจแก่ผู้คนทั้งโลก

คืนนี้ลองเอาเรื่องนี้ไปลอง ดูนะ 
มีเรื่องราวอยู่ว่า มนุษย์ยักษ์ตนหนึ่ง เขาเดินทางจากภูเขาฟูจิอันกว้างใหญ่ แต่ระวห่างทางมีคนบอกว่าไม่ต้องไปหรอก เพราะที่ที่ท่านจะไปนะ มันยากลำบกเหลือเกิน มีสิ่งอันตรายอยู่มากมายในนั้น แต่ยักษ์ตนนั้นกลับยังไม่ปักใจเชื่อและไม่พยายามที่จะเชื่อให้เกินเหตุ จึงเดินทางต่อ ระหว่างทาง เขาก็ต้องพบกับสิ่งอันตรายมากมาย สิ่งเหล่านั้นล้วนก่อกำบังให้เขาเดินทางต่ออย่างไม่มีผู้ใครห้ามปรามได้ เพราะยักษ์ตนนั้นรู้ดีแล้วว่าความโหดร้ายก็ยังไม่เคยสู้กับความดีได้เลย เพราะความดีเท่านั้นที่จะเทียมทานโลกใบนี้ไว้ได้ แต่สิ่งอันตรายและชั่วร้ายก็ได้แต่เพียงหวังให้เขายอมแพ้ต่อเหตุการณ์ต่างๆนาๆ ยักษ์ตนนั้นก็ยังคงไม่ยั้งที่จะเดินทางไปต่อยังเป้าหมายที่เขาได้ตั้งไว้ การต่อสู้ต่อสิ่งที่เป็นอันตรายถือเป็นเพียงเรื่องราวอันน้อยนิด ไม่ยิ่งใหญ่และลึกซึ่งเท่าความดีที่เขาปรากฏเห็นแก่ใจตนเองแล้ว เพราะโลกนี้หากไม่มีความดีคงต้องสลายมลายหายสูญกันไป และไม่อาจทานไหวต่อภูเขาไฟ อาจจะต้องถูกพวกสิ่งชั่วร้ายเล่นงานอยู่เป็นแน่ เขาเลยต้องพยายามรักษาความดีนั้นไว้ และทำเป้าหมายให้ถึงฝั่งตามที่ตั้งใจ ถ้าเป็นทุกคนอาจต้องยอมสยบให้กับการทัดทานที่เป็นสิ่งชั่วร้ายิส่งที่ไม่ปรากฏแน่แท้ สร้างความงี่เง่าให้กับพวกมนุษย์ แต่ยักษ์ตนนี้ก็ได้สร้างความประหลาดใจส่งต่อไปถึงผู้คนอีกทั่วโลก เพราะมนุษย์ที่จะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการรักษาเนื้อรักษาตัว และคุณงามความดีของตนให้คงอยู่ไว้ก็แค่นั้น ไม่ต่างอะไรกับไฟที่เกิดขึ้นมาแผดเผ่าแล้วดับไปเอง ความดีหรือความชั่วก็เป็นเช่นนั้น อย่าได้แคร์ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนักเลย แต่จงมองถึงผลลัพธ์หรือคุณความดีที่งดงามไว้ในใจเสมอ อาจช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นมาได้ดังแสงไฟที่สว่างโชติช่วงแม้ดับไปก็จะเห็นแก่ใจผู้อื่น ส่งต่อคุณงามความดีที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงแล้วนั้น ทุกสิ่งมีเกิดดับ แต่ถ้าอยากให้มันเป็นไปต้องรู้จักที่จะรักษาไว้ให้คงอยู่ ไม่ให้ใช้ไฟลนตัวเองโดยไม่คิดว่าสิ่งใดถูกต้องหรือผิดแปลกออกไป
เขียนโดย กุนซือ น้อย ผู้ประสงค์ใหญ่ (กรรมมานุสติ)

กาลครั้งหนึ่งซึ่งแต่เดิมไม่เคยมีมา .

กาลครั้งหนึ่งซึ่งแต่เดิมไม่เคยมีมา ....
ทำไมมนุษย์เรต้องอาศัยวัฎจักรในการดำรงอยู่ เพราะมนุษย์มีที่มาที่ไปของแต่ละอย่างต่างกันจึงต้องอาศัยวัฎจักรในการขับเคลื่อนความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ วัฏจักรมนุษย์สำคัญมากหากใครดำรงอยู่โดยไม่ได้มีแนวยึดของวิถีทางธรรมชาติและวัฎจักร ก็จะใช้ชีวิตอยู่ได้ยากและแตกต่างจากสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ส่วนใหญ่ เดี๋ยวคราวหน้าเรามาคุยกันต่อเรื่องวัฎจักรการดำรงอยู่ของมนุษย์กันต่อนะ แต่ตอนนี้ขอตัวไปดูหนัง Warm Body ซอมบี้ที่รักก่อนนะ อิอิ แล้วจะมาสานต่อเรื่องวัฎจักรกัน นะจ๊ะ
หนุงหนิง ณ วันเวลาข้ามฟ้าไปอีกอีกพิภพหนึ่ง ^^

Market in GEN on Digital Media Marketing

Market in GEN on Digital Media Marketing
การตลาดยุคปัจจุบันนี้ต้องเข้าถึง Gen Digital Media
ปัจจุบันนี้ความต้องการของผู้ซื้อ มีหลากหลาย Generation หลากหลายระดับความต้องการ รวมไปทั้งปัจจัยภายในและภายนอก เช่น อายุ เพศ สถานะ อาชีพ เศรษฐกิจ การศึกษา และความสามารถในการซื้อการขายการวิเคราะห์การตลาดภายใต้สภาวะจริงของความต้องการของมนุษย์ อันนำมาซึ่งผลพวงของการธุรกิจในแง่ของการตลาดการวิเคราะห์ความต้องการของคู่ค้า และอนึงความต้องการของผู้ซื้อ เป็นแรงผลักดันและกระตุ้นให้เราต้อง Created idea
คิด Concept ของการตลาดยุค Digital media ให้อย่างกว่างขวางเข้าถึงจุดสำคัญและฐานความต้องการเป็นปัจจัยหลักของลูกค้าให้ได้ ลูกค้าในความต้องการของผู้ซื้อ ก็ย่อมมีความต้องการของผู้ขายสนองตอบกลับและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แน่นอนค่ะว่าความต้องการที่จะขายในยุค ดิจิตอลก็มีมากไม่แพ้ความต้องการซื้อที่มีความกระหายในการใช้สื่อ Digital เป็นหลักที่จะเข้าถึงการซื้อ และการขายเพิ่มมากขึ้น ยุคดิจิตอลจึงถือว่าเป็นยุคใบเบิกทางของนักการตลาดในปัจจุบัน ที่จะส่งเสริมสรางสรรค์การใช้สื่อ Degital Media ให้เป็นประโยชน์เรียกได้ว่าเป็น Easy Digital Marketing ก็ว่าได้
ค่ะ ขอบคุณค่ะ
บุญศิริ สีสมบา
นักการตลาดที่ดีจำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงความต้องการของผู้ซื้อในทุกๆเรื่อง

How to ทิ้งซ่ะ ถ้ายังไม่ to How

วันนี้จะมาเขียนเรื่อง How to ทิ้งซ่ะ ถ้ายังไม่ to How
การไปถึงความสำเร็จบางที่ไม่มีสูจน์ลับเฉพาะกันนักหรอกนะคะ
How to สมัยนี้ก็เป็นเพียงการเล่าเรื่องราวของคนที่ประสบผลสำเร็จมาแล้วนั้นเอง ซึ่งการที่เขานำมาเล่าหรือนำมาแชร์มันอาจไม่ตรงกับตัวของเราเองเสมอไปหรอกนะคะ เพราะสูตรความสำเร็จของแต่ละคนมันต่างกัน แล้วเราก็ไม่ต้องไปคิดลอกเลียนแบบหรือทำตามอย่างเป็นลำเป็นสันขนาดนั้นหรอกนะคะเพราะส่วนใหญ่เป็นไง "ไม่ได้ผล ไม่ได้สำเร็จ " คล้ายหรือราวกับว่าเป็นเพียงแค่การคัดลอกมาไม่ได้ "เหลาให้เฟี้ยว" และเหมาะกับตัวเองความสำเร็จก็เลยไม่เกิด แล้วเราทำไมไม่มองกลับไปล่ะว่า พวกเขาก็ไม่ได้มีสูตรสำเร็จแต่พวกเขาทำตัวให้เข้าไปอยู่ในความต้องการเหตุผลของใจต่างหากล่ะ พวกเขาจึงสำเร็จและมีพร้อมทุกอย่าง พวกเขาเหล่านั้นไม่สนใจวิธีการด้วยซ้ำไปขอให้มีความตั้งมั่น และพยายามให้ถึงขีดสุดโต่ง ในความเป็นตัวเอง ดังนั้นคุณอย่าไปคัดลอกเพราะความสำเร็จของเขามาจาก การกระทำ หรือ To How ของพวกเขายังไงล่ะพวกเขาถึงได้คุยเก่งนักกับผลงานความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับตัว To คือการก้าวไปให้ถึง How คือการย้อนกลับมาดูตัวเองว่ามาถึงจุดๆนี้ได้ยังไงแล้วก็เล่าออกมาเป็น How to ให้พวกเราได้ลองปฏิบัติกันแต่ไม่เข้าข่ายกับทุกคนเสมอไป ดังนั้นคุณก็จงอย่าไปใส่ใจกับวิธีการนั้นมากขอให้พุ่งคำว่า To ไปซ่ะก่อนว่าคุณอยากจะไปถึงจุดหมายได้ยาวไกล ขนาดไหน To อาจหมายถึงการกระทำและการฝันไกลเพื่อก้าวไปให้ถึง ดังนั้นเมื่อคุณเดินทางตามหาความฝันนั้นแล้วคุณก็จงอย่าลืม To เพราะ To เป็นตัวจุดประเด็นพลังงานในตัวคุณว่าคุณเองสามารถไปถึงฝันได้ไกลแค่ไหน เป้าหมายอันสำคัญเพื่อจะให้สำเร็จผลไม่จำเป็นต้องมีสูตรลับเฉพาะหากแต่ต้องการให้มันเป็นไปอย่างไร มากกว่าการมานั่งอ่าน How to จงกลับใจ แล้วกลับมาอ่าน To How บ้างว่าเราเคยทำอะไรด้วยเองที่ประสบความสำเร็จด้วยตนเองจริงๆ แล้วแต่ละฝันเราก้าวมากี่ขั้น กี่ย่างปีแล้ว มันจะทำให้เราไปถึงจุดหมายและเป้าหมายได้เร็วและเข้าใกล้มากที่สุดอย่างไม่มีสูตรสำเร็จเฉพาะ เพราะมนุษย์ทุกคนมีการตัดสินใจต่างๆกัน ความต่างบางที่ก็นำมาสู่ความเหมือน ความคล้าย หรือฝ่าแฝดเท่านั้นเองแหละสำหรับ How to แต่ To How จะนำคุณเข้าไปใกล้สู่ความสำเร็จได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก หากคุณสำเร็จแล้ว สิ่งต่อไปนี้ที่คุณควรกระทำคือบอกต่อเรื่อง To How อย่าไป How to ใส่กับพวกมนุษย์โง่ แต่จงใช้ทฤษฏีนี้สอนให้พวกเข้าประสบความสำเร็จแบบ To How เพราะไม่มีสูตรสำเร็จแต่จะพาคุณเข้าไปใกล้พลังงานที่มีอยู่ในตัวคุณอย่างจริงจัง อย่ามั่วไปลอกเลียน หรือทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จในเรื่องราว How to บ้าๆบอๆนั่นอีกนะ จงเดินทางไปด้วย To How ถึงก็หยุดเช็คความสำเร็จแล้วกะว่าจะเดินไปต่ออีกไหมถึงบันไดขั้นไหนแล้ว พร้อมที่จะไปต่อ เลื่อนขึ้นหรือเลื่อนลง แต่มนุษย์ปัจจุบันนี้ก็เป็นนักบ้าพลังมาหศาลส่วนใหญ่จะบอกว่าไปต่อหรือเดินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอ นั่นนะซิเพราะเขาใช้ทฤษฏีที่ได้ผลดีที่สุดในโลกนิ พวกเขาอาจไม่ต้องหลงทางในปิรามิดหรือเขาวงกตเหมือนทฤษฏีอื่นๆที่พวกเขาหัวเสียกันมา ก็นั้นไงล่ะ เราบอกคุณแล้ว ว่า ให้ To How ให้เยอะๆ ไปให้ถึงโดยมีมีสูตรลับเฉพาะ แค่เหนื่อยก็พักถึงแล้วก็ไปต่อ จะซ้ายจะขวาก็อยู่ที่คุณเลือก ไม่ต้องมึนงง อีกต่อไป ผู้เขียนจะไม่ขอพูดอะไรมาก เพียงแต่ต้องทำตามฝัน ให้ To เป็นฝัน แล้ว มันสมองใช้ How ในการก้าวเดิน เมื่อคุณเก่งพอแล้ว จะสามารถลบล้างทฤษฏี How to ที่ต้องทำอย่างไรจนหัวเสียไปได้เลย แล้วพวกคุณอาจเข้าสังคมง่ายขึ้นกว่าเดิม ง่ายๆซ่ะจนงงว่าอ้าวเรามาทางนี้ถึงฝั่งแล้วเหรอถึงเส้นชัยแล้วเหรือเนี่ย ในเมื่อเพื่อนของพวกคุณยังหลงอยู่ในทฤษฏีเขาวงกตอยู่เลย ยังเดินทาง ยังต้องฝ่าฝันอุปสรรคอีกมากมายเลยทีเดียว จงเดินไปแล้วเช็คฝันเป้าหมายอยู่ตลอดห้ามลอกเลียนการที่คนอื่นสำเร็จ เพราะคนๆหนึ่งเขาเลือกผู้ที่เหมาะสมเท่านั้นแหละ หากยังเลียนแบบก็เหมือนติดกับดักชีวิตของคนอื่นเสียมากกว่า ทฤษฏีนี้ลองทดลองใช้แล้วกับ คนสองกลุ่มคือกลุ่มแรก เชื่อทฤษฏี How to ทีี่ต้องปฏิบัติตามหรือลอกเลียนแบบคนจำนวนกว่า 200 คนเชื่อในทฤษฏีนี้ กลุ่มที่สอง เชื่อในทฤษฏี To How และไม่จำเป็นต้องมีสูตรต่างๆมาให้จดจำ เลียนแบบ หรือกำหนดความเป็นมนุษย์เลย ทุกคนมีสิทธิ์คิด สิทธิ์เลือกเดิน เหนื่อยก็พัก เมื่อนำเอาคนสองกลุ่มนี้มาทดลองพิสูจน์ก็พบว่า เอามนุษย์ 2 กลุ่มมาอยู่ในคุก กลุ่มแรกพยายามทำตามคำสั่งหรือการเลียนแบบผู้ที่ออกจากคุกได้ บางคนก็สำเร็จ บางคนก็ไม่สำเร็จ คนออกจากคุกได้มีเพียงไม่กี่ 10 คน กลุ่มที่สอง มีพลังงานในการคิด ท้าทายสมองตัวเองไม่เชื่อทฤษฏีใดๆ เขาจึงเกิดพลังงานในการท้าทายและหยุดคิด นำมาซึ่งผู้ที่ออกจากคุกได้เยอะกว่าการลอกเลียนแบบตามทฤษฏี คือประมาณ เกินครึ่ง เพราะพวกเขาใช้ทุกวิธีทางธรรมชาติตามมันสมองที่พวกเขาจะคิดได้ การคิดแบบนี้มีพลังมหาศาลและนำไปสู่การไขความลับของธรรมชาติได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด กลุ่มที่ 2 จึงสามารถรอดชีวิตจากคุกได้มากกว่ากลุ่มที่หนึ่ง ดังนั้นผลลัพธ์ของ To How ทำให้มนุษย์มีอิสระเสรีภาพในการเข้าใกล้ความสำเร็จมากกว่า How to การลอกเลียนแบบผลสำเร็จจากผู้อื่น ดังนั้นแล้วบทความนี้เป็นดังแสงสว่างที่ส่องประกายอยู่รอบๆตัวคุณ เป็นดังเพชรเม็ดงามที่คุณตามหาและคุณพบมันก่อนที่คุณจะลงมือปฏิบัติด้วยซ้ำ เพราะคุณไปถึงมันก่อนใครๆยังไงล่ะ คมมากเลยนะทฤษฏีนี้ใช้ได้กับทุกคนเพราะเราเชื่อว่ามันสมองและพลังความสามารถของคุณไม่มีขีดจำกัดอยู่แล้ว ขอขอบคุณผู้อ่านและขอบคุณประสบการณ์ดีๆที่ทำให้ผู้เขียนได้เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเอง
เขียนโดย
หนุงหนิง (จำกัด)

เสกๆโอมเสกชีวิต

การเลือกที่จะใช้ชีวิต ต้องเลือกทางที่ถูกต้องเหมาะสมและใชี้ชีวิตให้เป็น โอเคนะคะ เพราะที่ผ่านมาเห็นคนส่วนใหญ่ชีวิตกันแบบไปวันๆไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองเพื่อโลกนี้หรือผุ้อื่นเลย การใช้ชีวิตให้เป็นต้องสนุกกับชีวิตได้เข้าใจความต้องการของชีวิต มีความคิดที่นำพาชีวิตออกไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ให้อย่างดีที่สุด ไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อการทำงานหาเงิน แต่จงสร้างความสุขทุกเมื่อที่ชีวิตจะได้รับและรับได้ตลอดเวลา 
หนุงหนิง

เด็กซ่าส์. โอกาสมักมีเยอะ


เพื่อนที่รู้ใจ ยังไม่เท่าเพื่อนที่รู้ตัว

มีหลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับการคบเพื่อน ว่าคบเพื่อนแบบไหนถึงจะดี คบเพื่อนแบไหนที่เป็นเพื่อนกันไปจนตาย คือประเภทพวกที่ชอบหาเรื่องว่าเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ไม่รักตัวเองจริง คบกันได้ไม่นานก็ออกขี้ออกไส้ รู้แกวกันไปหมดแล้ว เหมือนกับว่าผู้เขียนต้องสะเทือนโลกเพราะมันหมุนเร็วไปรึป่าว ไม่เหมือนแต่ก่อนเพื่อนก็คือเพื่อนเวลาไปไหนมาไหนก็จะคิดถึงเพื่อน รอบข้างหรือคนที่รู้ใจตัวเองมาโดยตลอดไม่คาดคิดว่าเพื่อนจะมาหักหลังกันได้ง่ายๆ เพราะสังคมปัจจุบันนี้ผู้เขียนยอมรับเหลือเกินว่ายากที่จะค้นหาเพื่อนดีๆมาคบสักคน และยากที่จะตามหาเพื่อนแท้ที่รู้ใจดีๆสักคน เพราะเป็นเสมือนกับว่าโลกนี้เพดานโหว่ แหว่งไปบาง คนไม่เต็มคนบ้าง เลยหาเพื่อนแท้ได้ยากยิ่ง เมื่อพื้นที่เหล่านี้มันน้อยอะไรๆก็เปลี่ยนจากจะคิดถึงกันก็ ไม่ต้องแล้ว แค่เห็นหน้ากันก็พอ เพราะด้วยความที่ระยะห่างมันใกล้กันเกินไปมั๊งเลยไม่มีส่วนให้คนเต็มคนเท่าใดนัก ต่างกันมากกับช่วงเวลาแต่ก่อนที่ไม่มีปัจเจกสื่อสังคมที่เยอะแยะเจาะแจ๊ะกันขนาดนี้ นั้นก็หมายความว่าความเป็นตัวตนแท้ของเราก็ค่อยๆลบคุณหา หายและจางลงไปเรื่อยๆได้เหมือนกัน เราถึงได้เห็นหัวข่าว พาดกันทุกวี่วันบ้างล่ะว่า เพื่อนฆ่าเพื่อน เพื่อนชิงทรัพย์ โดนโกง หรือหลอกยิมเงินแล้วไม่คืน เพื่อนที่หลอกล่อเอากระทั่งแฟนเพื่อนกันเองบ้าง หรือเพื่อนที่ไม่คิดอะไรให้มักงอกเงยบ้างนอกจากจะติดสินบนกันไปมา โยงเรื่องราวไปซ่ะต่างๆนาๆ ก็เพราะพื้นทีี่ตรงนั้นมันยังไม่เกิดเสมือนว่าเป็นเพื่อนแท้ ที่รักกันจริง พร้อมที่จะคอยช่วยเหลือกันไปได้จริงๆ ผู้เขียนยังคิดอยู่เลยว่าหากเป็นเช่นนี้ไปนานๆ สังคมเรามันจะเสื่อมทรามลงไปด้วยรึป่าว การศึกษาแต่ละวันก็เน้นกันจังกับปริมาณองค์ความรู้ ไม่เน้นให้นำมาฝึกใช้ได้จริงกับชีวิตประจำวันหรืออนาคตที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนมาเลย ทำให้สังคมเรามันบกพร่องไปมากแล้ว แต่กระนั้นผู้เขียนเองก็ไม่ได้สนใจที่จะมองมุมเดียว เพราะโลกมันมีสองด้าน ไม่ซิอาจมากกว่านั้นนะในวงการนักเขียน แต่ก็ยังเห็นสิ่งดีๆที่สังคมของเราพยายามที่จะรักษาและความสภาพของความดีงามในสังคมไว้อยู่ บางคนก็คบกันเป็นเพื่อนกันมาขณะเรียน ถึงเข้ามหาวิทยาละย เอนทรานติดคณะเดียวกัน สาขาเดียวกัน แต่งงานกัน มีลูก มีครอบครัว ในลักษณะเดียวกันนี้ก็ยังมีอีกหลายๆแห่ง ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องเอาไปเป็นแบบอย่างทีเดียว เพื่อนในลักษณะที่ดีคือเพื่อนที่พร้อมที่จะเรียนรู้ในสิ่งเดียวกันทำสิ่งเดียวกันไปด้วยกันได้ Click ก็ OK ,มี Step ไปต่างๆนาๆ เพื่อนมีหลายแบบให้เลือกคน เราไม่จำเป็นต้องคบเพื่อนคนนั้นไปจนตาย แต่ต้องมองเห็นข้อดีข้อเสียของกันและกันอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่บาดหมาง มีเรื่องให้ทะเลาะวิวาทกันจนทำให้อีกฝ่ายต้องเมินเฉยไปต่อกัน ควรมีทักษะในการเปิดรับคน และทักษะในการประคับประคองคนในการอยู่ร่วมกันในสังคม เราถึงจะมีเพื่อนมากได้ ต้องมองมาที่ตัวเรา และเขาที่เป็นตัวเชื่อมว่า เอ๊ะ เรามีอะไรที่พอจะรู้ใจ เหมือนกัน หรือพูดคุยกันได้บ้าง ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้เสมอ เพราะหากไม่เรียนรู้ สุดท้ายมันจะเป็นได้แค่บทเรียนเท่านั้น จะต้องเรียนรู้พยายามต่อสู้กับสิ่งที่กำลังก้าวเดินไปอย่างถูกทิศทาง ไม่จำเป็นว่าจะต้องคบเพื่อนคนเดียวเท่านั้น เพราะเพื่อนตายของฉันนะแก อย่างนี้เรียกว่าสังคมไม่เปิด ไม่มีทัศนคติในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ต้องหัดที่จะเรียนรู้คนให้มาก มากพอที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น แล้วตัวเองรับไหว เข้าใจในสิ่งที่เกิดข้น นั้นถือว่าเราผ่านผลช่วงเวลาที่เป็นโชคชะตามาบ้างแล้ว ขณะเดียวกันก็อย่าพยายามปล่อยให้โชคชะตาหรือสิ่งดีๆหลุดมือไป ต้องพยายามเชื่อมค่อหรือหาทางคอนเน็กต์ไปกับมันเรื่อยๆเราถึงจะกลายเป็นคนมีทักษะน่าคบหา มีประสบการณ์ในการมองคนออกมาคนแบบนี้เป็นอย่างนี้นะ วิธีการที่จะเรียนรู้เขาควรเป็นอย่างไร มากกว่า ปลาที่อยู่ในน้ำ ที่มันแหวกว่ายไป มันเรียนรู้อะไรใหม่ๆได้เสมอ รู้จักการทักทาย การเลือกที่จะแหวกว่ายไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันมันก็รู้จักการหาอาหาร การกินให้ ร่างกายมีขนาดใหญ่ขึ้น เหมือนกับมนุษย์ที่มีอายุมากขึ้นย่อมต้องมีประสบการณ์เป็นธรรมดา ปลาก็จะแหวกวายตัวเองไปเรื่อยๆเพื่อการเติบโตและรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆต่างสายพันธุ์ เพราะฉะนั้นเราเป็นมนุษย์ที่มีสภาพที่เหนือกว่าสัตว์ทั่วๆไปอย่าพยายามาทำตัวให้ต่ำลงไปเลยจะดีกว่า เพื่อนที่ดีก็เหมือนกัน หากเรามีประสบการณ์มากพอ ก็จะมองออกเลยว่าคนไหนเป็นเพื่อนแท้คนไหนเป็นเพื่อนเทียม แต่ในสถานะของการผูกมิตรก็อย่าแสดงออกถึงการต้องเอาเปรียบผู้อื่น เพราะคนๆใดก็ไม่อยากให้ตนเองถูกเอาเปรียบเหมือนกัน 
(สำหรับเด็กที่กำลังเรียน หรือผู้ใหญ่ที่กำลังหัดก้าวเดิน)

Voice For Business Pround

คนที่พูดเก่งๆ นักธุรกิจที่พูดได้ดี ส่วนใหญ่มีทักษะการใช้ชีวิตที่กินกำไรจากการใช้ชีวิตเป็น มองมุมมองใหม่ๆสามารถพลิกแพลงทักษะกระบวนการคิดได้แบบรอบด้าน มีจิตวิทยาการโน้มนา้ว สามารถชักแม่น้ำร้อยสายได้ ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวขณะที่เป็นลบก็ปรับให้เป็นบวกได้ เพราะพวกเขาทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ชีวิตก็เลยประสบผลสำเร็จ กล้วยไม้ที่ปลูกและเพาะพันธุ์ไว้ก็จะเจริญงอกงาม ออกดอกออกผลเต็มสวน ถือว่ารวยธนสารสมบัติแล้วยังรวยความคิดเปลี่ยน Moment Negative ให้เป็น Moment Positive ได้ใครๆก็รักก็อยากฟัง อยากเข้าใกล้ เพราะรู้ตัวว่าเป็นสิ่งดี สิ่งที่อยากจะพูดอยากจะยึดติดเอาคนๆนี้แหละเป็นแบบอย่าง คนที่สำเร็จแล้ว เป็นคนที่มีสุขภาพกาย จิตใจดี มีความสุขกับการใช้ชีวิตไปในทุกรูปแบบ ไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็นคนเสสมอไป คุณอาจอยากจะเป็นใครหรืออะไรก็ได้ในโลกที่ไม่มีพันธนาการเข้ามาจองจำ โลกมันเปลี่ยนทิศได้ คุณจะมารอจังหวะให้โลกหมุนอยู่อย่างนั้นเหรอ คุณลองหมุนโลกไปตามจังหวะที่คุณต้องการดูซิแล้วจะรู้ว่่ามัน Win Win แล้วสนุกแค่ไหนกับการใช้ชีวิตให้เป็น Change Up

วันนี้จะมาเขียนบทความเรื่อง Cast in The Feel By Style NunGNinG

วันนี้จะมาเขียนบทความเรื่อง Cast in The Feel By
ทุกๆคนเกิดมาย่อมมีเรื่องราวส่วนตัวเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีความต้องการที่จะกระทำอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ หรือผู้ที่มีเรื่องราวที่น่าจดจำในใจ หรือผู้ที่ต้องการจะผูกเรื่องราวของตัวเองในชีวิตที่ต้องการ ไม่ว่าจะยังไงหรือต้องการพยายามเพียงที่จะกระทำให้สำเร็จ หรือให้ไปถึงเป้าหมายที่เล็งไว้หรือเหนือกว่านั้น ผู้เขียนต้องการจะสื่อถึง กรณีที่ชีวิตคุณต้องการที่จะมีเรื่องราว เพราะชีวิตหนึ่งมีเรื่องราวได้อย่างมากมายมหาศาลหรือมากพอที่จะกระทำอะไรๆก็ได้บนโลกใบนี้ได้อย่างง่ายดายและเข้าถึงง่ายเป็นที่สุด ดังนั้นบทความเรื่องนี้ Cast in THE Feel ก็พยามที่จะอธิบายเรื่องราวหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นไม่ด้วยว่าจะเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ หรือเหตุการที่เกิดจากปัจจัยทั่วๆไป ภายนอกก็ตามที ผู้เขียนพยายามที่จะสรรรสร้างบทความที่กระแทกใจไปยังผู้อ่านผูกโยงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นตามจริงเพื่อสรา้งทิศทางการรับรู้ใหม่ไปยังผู้อ่านเพื่อ การตีความและกระทำความเข้าใจในมุมมองที่เกิดขึ้น เพราะบางเหตุการณ์หรือบางกรณีก็มีส่วนที่จะสร้างกระแสไปในทางที่ผิดต่อเหตุผลที่แท้จริง กระนั้นผู้เขียนก็ได้พยายามศึกษาเรื่องราวและวิธีการที่จะสร้างความเข้าใจในส่วนที่ใหม่ให้ตรงจุดต่อเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้น นักศึกษาหรือผู้อ่านบางคนอาจเคยได้ยินคำว่า Cast Study หรือ Cast By Cast เพื่อที่จะกระทำการณ์หรือศึกษารายละเอียดไปยังสิ่งนั้น คำว่า Cast จึงสื่อถึงเรื่องราว หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จักเรียนรู้ในทิศทางที่ถูกต้องก็มักจะก่อเหตุได้เช่นกัน เคยได้ยินคำว่าประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยไหมค่ะ ก็เพราะการศึกษาขึ้นอยู่กับกลวิธีและการเปลี่ยนแปลงวิถีต่างหากไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการที่จะเปลี่ยนแต่เกิดจากวิถีที่คุณเลือกที่จะดำเนินอยู่เพื่อการเรียนรู้ใหม่ไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เพราะที่ผ่านๆมาผู้เขียนได้ศึกษาถึงวิธีการเกิดขึ้นของประวัติศาสตร์การเมือง ของประเทศบางประเทศไม่ขอเอยนามออกสื่อ เพราะเพียงต้องการเสนอข่าวนะ แต่ต้องการบอกถึงวิถีที่กำลังดำเนินอยู่ต่างหากที่จะบอกว่า ประวัติศาสตร์ควรเดินหน้าอย่างไรหรือควรที่จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์จากอะไรมากกว่า คำว่าซ้ำรอย มาจากการดัดจริตไม่ขึ้น หรือไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้นได้ ในสมัยใหม่นะ แต่ถ้าอดีตอาจกลายเป็นว่าประวัติศาสตร์ที่ไม่รู้่จักการเปลี่ยนแปลงวิถีคิดให้ดีขึ้น แต่ถ้าเป็นยุคสมัยใหม่คือการเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตต่างหากล่ะ เพราะความสำเร็จของทุกสิ่งก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวถีคิดซ่ะทีเดียวหากแต่ขึ้นอยู่กับการกระทำที่ดำเนินขึ้นอยู่นี้ด้วย การแวะเวียนมาถึงความสามารถด้านการวิเครราะห์ ถึง สื่อ ข่าว กระแสนิยม หรือค่านิม ขนบธรรมเนียมต่างๆ ไม่สามาารถบอกได้ว่าวันพรุ่งนี้เป็นไง เพราะถ้าอารมณ์ของศิลปินไม่เกิดก็จะอธิบายเหตุผลที่เกิดไม่เป็น แต่ถ้าอารมณ์เกิดอะไรๆก็เกิดขึ้นได้ไม่ยากไม่เย็นเหมือนกันเลย แต่ถ้าเรากำหนดจุดเปลี่ยนหรือวิ๔ีการดำนเนินให้สมัพันธ์กันได้เพื่อเชื่อมโยงไปยังจุดๆหนึ่งๆได้อะไรๆก็จะดูเปลี่ยนแปลงไปได้ไม่ยากเลยเพราะอะไรที่รอบตัวเรามันเป็นเช่นนั้น เป็นดั่งที่คิดได้เลยยังไง และเราสามารถที่จะอธิบายเรียนรู้วิถีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่จะถกเถียงกันในนิยาม เพื่อเพิ่มความเสื่อมจัดให้ระบบความคิดของคุณหรอกนะ กระทั่งตอนนี้แล้วระบบการเมืองที่ล้ำสมัยและระบบการเมืองที่ประสบความสำเร็จดั่งหลายๆประเทศที่ เจริญไปรุดหน้า เจริญรุงเรืองจากการดำเนินไปได้ของระบอบประเทศเพราะอาศับหลักการของการเปลี่ยนวิถีคิดและวิถีปฏิบัติที่ถูกต้องให้คนชาติสำเร็จและหล่อหล่อมไปได้อย่างประเทศจีน หรือ สหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจ อย่างไม่มีขีดจำกัดอันใด แต่ประเทศที่ด้อยพัฒนาส่วนใหญ่มักถูกจำกัดความในส่วนของวิธีการศคึกษาเพราะ ดูประเทศที่เจิรญส่วนใหญ่มักมาจากการศึกษาเป็นส่วนใหญ่ การเข้าใจถึงวิถีของคนในชาติ ความกล้าที่จะเผชิญสิ่งใหม่แลบะก้าวผ่านสิ่งเดิมๆเพื่อยึดจุดที่ดีกว่าการมานั่งเคลียร์หรืออธิบายสาระสำคัญอยู่อย่างนั้นหรอกนะ เป็นเพราะคนในชาติเขาเลือกที่จะเอาเฉพาะสิ่งดีๆมาถนอมเป็นประเพณีัรักษาสิ่งดีๆ และเลือกแต่สิ่งดีๆให้กันเพื่อการเปลี่ยนผ่านเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เพราะการศึกษาที่ดีเขาจะรู้เลยว่าอันนี้ใช่ไม่ใช่นะ อันนี้เที่ยงแท้นะ อันนี้ยั่งยืนนนะ อันนีีกระแสแท้นะ เทียมนะ เพราะเขาเป้นเนื้อผ้าชั้นดีที่ควรถูกถนอมไว้ภายในบทบาทของประทศ ภานในสิ่งที่เห็นพ้องต้องกันของคนในชาติ ไม่ใช่การกดขี่หรือเบียดเบียนไม่กล้าคิดส่งใหม่กันไปวันๆอย่างประเทศที่ด้อยพัฒนาแล้วอ่ะนะ ตามจริงใจส่วนนี้ยังมีสาระสำคัญที่น่าเอามาศึกษาเป็นแบบอย่างได้ แต่วิธี วิถีกระบวนการการคิดการปฏิบัติไม่เปลี่ยนไปก้วยแล้วประเทศจะถูฏพัฒนาได้อย่างไร ประเทศที่พัฒนาไม่ได้หมายถึงประเทศที่มีคนอยู่มากมีความเจริญมีเครื่องอำนวยความสะดวกมาก แต่ประเทศที่พัฒนาหมายถึงประเทศที่อยู่แล้วสงบสุขมีความรัก คามเข้าใจของคนในชาติ มีทิ(ศทางที่หล่อหลอมแต่สิ่งดีๆมาร่วมกัน ไม่ได้ชี้ชัดว่าสิ่งนี้ดีไม่ดีนะ แต่ใช้มันสมองในการวิเคราะห์และสังเกตจากการเรียนรู้เพื่อการเลือกสิ่งที่ดีกว่ายั่งยืนกว่ามาเปลี่ยนผ่านจุดๆนี้ให้ได้ วาทะของการพูด ผ่านจากงานเขียนก็คงเป็นเพียงความเลือนลอย ถ้าไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาปฏิบัติ ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง หรือสร้างความเจริญเพื่อความยังยืนในบทบาทของคนในชาติ มากกว่าการเห็นแต่ตัวของประทศ หากมีความเห็นแก่ตัวแล้วอะไรๆก็ไม่เกิด ความเจริญและความยั่งยืนก็จะกลับกลายเป็นความเสี่ยง เพราะเดี้ยงเอาได้ง่ายๆ แต่หากมีความร่วมมือซึ่งกันและกันผ่านวิถีที่งดงามน่าจดจำน่าจะเป็นสิ่งที่เราได้เลือกเอาไว้ร่วมกัน ไม่ใช่เห็นแก่ตัว และฉวยโอกาสในสิ่งผิดเพื่อให้ได้มาโดยที่ไม่สุจริตหรือไม่คิดเห็นตามทำนองคลองธรรมของเหตุและผลที่สื่อออกมา สังคมไทย มันผิดตั้งแต่วิธีการและเริ่มต้น ระบบการเมืองของต่างประเทศเขาคิดกันอย่างนี้นะ เพราะอย่างนั้นเราจะมารอนั่งวิพากษ์วิจารณ์คนผิดไปทำไม ข้อเสียคือสื่อสิ่งที่ไม่ดีออกไปให้สังคมรับรู้ เปลืองมันสมอง และเสียเวลาเปล่า เราก็น่าจะเปลี่ยนเป็นเอาสื่อที่ดีออกมาเสนอให้คนเห็นรับฟังแต่สิ่งที่ควรจะเกิดในทิศทางที่ถูกต้องและน่าที่จะปฏิบัติตาม ไม่เสียเวลาในการไตร่ตรองให้ควรมาก มากกว่าการหลีกเลี่ยงในสื่อที่ไม่ดี ดังนั้นในฐานะนักเขียนก็ย่อมกลายเป็นสื่อที่มีบทบาทหนึ่งเช่นกันในการต่อยอดทางความคิดและยึดถือแต่ความถูกต้อง แรงบันดาลใจของผู้เขียนเกิดจากการรับรู้และการเปลี่ยนผ่านความเจริญที่ผู้เขียนได้รับรู้และเห็นมาแล้วอย่างทั่วโลกโดยทั่วถึงแต่สิ่งที่ดีงามที่ควรเจริญเติบโต และงอกงามเป็นสิ่งดีที่เห็นพ้องว่าถูกต้องแล้วจริงๆ ผู้เขียนถึงอยากจะนำเสนอผ่านงานเขียนเพื่อผู้อ่านได้ประเทืองสมองมากกว่าการอ่านนิตยสารใต้สะดือออะไรแบบนั้น เพราะโดยประสบการณ์การทำงานของผู้เขียนก็เข้าใจไปถึงสภาวะของเศรษฐกิจที่ต้องเติบโตตามไปด้วยเรื่องของใต้สะดืออ เพราะหากไม่มีเรื่องพวกนี้เศรษฐกิจก็อาจะไม่เดิน แต่หากมีมากเกินไปเมืองๆนั้นก็ย่อมหาความสงบสุขที่แท้จริงนั้นได้ยากยิ่ง
[ วันข้างหน้า {เราจะมา "ต่อกันนะ"} ]
หนุงหนิง หนังสือ บทความ เพื่อเปลี่ยนวิถีของผู้อ่าน